Foojohn Building

Share

Foojohn Building

โรแมง ดูปุย นักลงทุนและนักพัฒนาชาวฝรั่งเศส ผู้มีประสบการณ์การทำงานในสำนักทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ของไทย จนเชี่ยวชาญรูปแบบสถาปัตยกรรมและการพัฒนาเมืองเก่า โดยเฉพาะการอนุรักษ์สิ่งเหล่านั้นให้อยู่ได้ทุกยุคสมัย เช่น การพัฒนาและสร้างเทคนิคของวิดีโอเกมเพื่อให้ผู้เล่นคำนึงถึงคุณค่าของโบราณสถานให้กับทั้งกัมพูชาและไทย กระทั่งในปี พ.ศ.2542 โรแมงได้หลงใหลในรสชาติของอาหารที่หลากหลายและทานง่าย ภูมิอากาศที่อยู่สบาย ค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่เหมาะสม และโอกาสในการเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองที่ไม่ยากนักของกรุงเทพฯ ก็ทำให้เขาได้ตัดสินใจเริ่มต้นสร้างธุรกิจของตนเองที่ประเทศไทย ไปพร้อมกับการสานต่ออุดมการณ์ในการพัฒนาย่านที่เขาอยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

French investor and developer Romain Dupuy had worked for Thailand’s Crown Property Bureau where he gained an expertise in the old town’s architectural style and its development. With a particular interest in preservation, his works include developing and creating video game techniques to raise awareness on the value of Cambodian and Thai archaeological sites. In 1999, enticed by the rich variety of Thai cuisine, comfortable weather, affordable travelling cost and business opportunities in Bangkok, Dupuy decided to start his own venture in Thailand while carrying on his ideology of preserving the district in which he resides.

Using what you could find in the area, not trying to change what people want. And if you don’t keep the people on the way they live, the district dies.

ด้วยอุดมการณ์ในการพัฒนาย่านที่เต็มเปี่ยม ทำให้เขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในย่านเจริญกรุงที่เต็มไปด้วยอัตลักษณ์น่าสนใจจากประวัติศาตร์อันยาวนาน และเป็นย่านที่ผู้คนต่างออกมาใช้ชีวิตทั้งเวลากลางวันและกลางคืน ทั้งยังมีอาคารสมัยใหม่และเก่าผสมกันอย่างลงตัวใจกลางเมือง หากแต่นักธุรกิจและนักลงทุนหลายคนกลับมองข้าม เขามีแนวคิดในการร่างโครงการเพื่อพลิกฟื้นให้ย่านแห่งนี้มีชีวิตชีวาและน่าสนใจกว่าเก่า ด้วยการจัดเวิร์กช็อปทำเหล็ก เพื่อให้คนภายนอกได้เห็นและสัมผัสอัตลักษณ์ของย่าน โดยรวมเหล่าศิลปินและช่างทำเหล็กมาร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ที่น่าสนใจในย่านเจริญกรุง ซึ่งเป็นย่านที่มีร้านค้าเหล็กจำนวนมาก

Led by his preservation philosophy, Dupuy chose to live in Charoenkrung, a district with an interesting identity thanks to its long history and also a lively area day or night. Here, right in the heart of Bangkok, is a great mix of old and new buildings that are overlooked by many entrepreneurs and investors. Dupuy wanted to rejuvenating this district into a more vibrant and interesting place by organising a blacksmith workshop to showcase its identity to non-locals. The workshop brought together artists and blacksmiths to co-create new art works in Charoenkrung where many iron shops are located.

© All right reserved revivalproject.tcdc.or.th

เขาได้ต่อยอดแนวคิดนั้นด้วยการเริ่มต้นธุรกิจร่วมกับเพื่อนของเขา(โธมัส เมอนาร์ด) เปิดเป็นบาร์ที่เล่นดนตรีโซลนามว่า ‘โซลบาร์’ โดยตกแต่งร้านด้วยการใช้เหล็กซึ่งหาได้จากบริเวณโดยรอบพร้อมกับการสร้างวัฒนธรรมบาร์ให้เกิดขึ้นในย่านนี้เป็นที่แรก ทำให้ผู้คนสามารถออกมามีกิจกรรมยามค่ำคืน พบปะพูดคุย กินดื่ม ฟังเพลง โดยหลังจากนั้นไม่นาน เขาได้พบอาคารหลังเก่าในย่านเจริญกรุงจึงตัดสินใจสร้างธุรกิจของตัวเองนามว่า ‘ฟูจอห์น’ โดยการคงชื่อและสภาพเดิมของอาคารภายนอกไว้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ความดั้งเดิมของครอบครัวไทยจีน และเนรมิตภายในอาคารเก่าหลังนี้ให้กลายเป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมฝรั่งเศสและวัฒนธรรมจีน ผ่านธุรกิจบาร์และร้านอาหารที่สร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับผู้ที่แวะเวียนเข้ามากินดื่มในที่แห่งนี้

Dupuy built on this concept by opening ‘Soulbar’, a soul music venue, with his friend Thomas Menard. Decorated with iron pieces from the neighbourhood shops, Soulbar was the pioneer of bar culture in this district by drawing people out to meet, chat, dine and enjoy the music in the evening. A while later, Dupuy found an old shophouse in Charoenkrung and decided to start his own business under the building’s old name “FooJohn”. By keeping its name and exterior, he preserves the legacy of the Thai-Chinese family who previously owned this building and transforms it with a blend of French and Chinese cultures into the bar and restaurant that offer a new experience to its patrons.

เขาได้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 3 ส่วนเพื่อให้ผู้คนสามารถเลือกสิ่งที่เหมาะกับความต้องการของตัวเองได้ ที่ชั้น 1 จะเป็นบาร์ที่เสิร์ฟเครื่องดื่มและอาหารแบบเป็นกันเอง เน้นการจิบเครื่องดื่มควบคู่กับของทานเล่นให้ผู้คนมีบทสนทนาได้อย่างไม่รีบร้อน การออกแบบปรับปรุงในชั้นนี้จึงเป็นโต๊ะและเก้าอี้บิวต์อินแบบดั้งเดิมของบาร์ฝรั่งเศส ควบคู่กับโต๊ะกระจกและเก้าอี้ไม้แบบโบราณซึ่งล้อไปกับบาร์ไม้และดวงโคมทรงกลมย้อนยุค สร้างความแปลกตาด้วยการทาสีผนังสีเขียวอมน้ำเงิน กระทั่งใช้การติดกระจกเพื่อให้พื้นที่ในร้านดูกว้างขึ้น ที่สำคัญคือมีจดหมายฉบับจริงระหว่างนายฟูผู้เป็นพ่อกับนายจอห์นผู้เป็นลูก ใส่กรอบแขวนไว้บนผนังให้ระลึกถึงเรื่องราวจริงของครอบครัวเจ้าของเก่าอาคารหลังนี้ เมื่อขึ้นมาที่ชั้น 2 จะเป็นพื้นที่สำหรับการดื่มโดยเฉพาะ มีที่นั่งทั้งที่เป็นชุดเก้าอี้และโต๊ะไม้ ชุดโซฟาสุดคลาสสิก และสร้างพื้นที่ให้น่าสนใจยิ่งขึ้นด้วยวอลล์เปเปอร์ลายย้อนยุคคู่กับผ้าม่านกำมะหยี่สีเขียวสด เบรกด้วยไฟดวงโคมแขวนดีไซน์แปลกตาสีแดงสลัว ส่วนชั้นที่ 3 จะเป็นส่วนที่รองรับผู้ที่ต้องการทานอาหารเป็นหลักและอาจใช้เวลาน้อยกว่าชั้นอื่นๆ จึงมีการเลือกใช้โต๊ะเก้าอี้ชุดสีสันสดใส คือสีน้ำเงินสลับสีส้มเรียงกันดูทันสมัย โดดเด่นด้วยการใช้สีน้ำเงินเข้มทาผนังและช่องแสงลายดั้งเดิม เช่นเดียวกันกับบริเวณเคาน์เตอร์ที่เล่นโครงเหล็กลายแปลกตาคู่กับการวางอิฐแบบไม่เหมือนใคร เบรกด้วยโทนสีครีมธรรมดาของผนังที่ตกแต่งด้วยศิลปะคอลลาจจากสื่อสิ่งพิมพ์ ทำให้ทุกๆชั้นเป็นคล้ายกับระบบนิเวศที่หมุนเวียนผู้คนที่มีความต้องการกินดื่มในแต่ละครั้งที่ไม่เหมือนกัน

The space was split into 3 sections so that the customers can choose what fit their needs. On the first floor, a casual bar serving drinks and snacks is perfect for lingering conversation. The renovation on this floor therefore centred on the built-in booth seats in classic French bar style alongside vintage mirrored tables and wooden chairs that complement the wooden bar and retro round lamps. The cyan walls set a striking tone, while mirrors make the space look larger. The focal point is the framed original letter from Mr. Foo to his son, Mr. John, to preserve the memory of the family who once owned this old building. The second floor sits a cocktail bar with different styles of seating: from wooden chair and table sets to classic sofa. Adding character to the space, retro wallpaper was paired with bright green velvet curtains, contrasted with red ceiling lamp in exotic design. The third floor will dedicate to dining so the customers might spend less time than on other floors. The colourful table and chair sets are alternatively arranged in blue and orange for a modern look, while dark blue paint elevates the wall and breeze blocks in their original pattern. The counter area features an iron frame in an unusual design with a unique patterned brick layout. The cream-coloured wall decorated with a collage of print media tones down the overall look. Every floor of this old building has been transformed into a rotating ecosystem for people who demand different dining and drinking experiences in different occasions.

จะเห็นได้ว่า เขามีแนวคิดที่ชัดเจนมากในการพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น โดยมองว่าจริงๆแล้ว สิ่งที่เขาอยากเป็นก็คือนักพัฒนาย่าน ไม่ใช่การลงทุนกับสถานที่ใหม่ๆอีกต่อไป เขาต้องการทำงาน ให้ความรู้ และแลกเปลี่ยนความคิดกับคนในย่าน เพื่อทำให้ธุรกิจของพวกเขาขับเคลื่อนไปในทางที่ดีขึ้นได้ เพราะเรื่องราวของสิ่งที่มีอยู่ดั้งเดิมก็คือสิ่งที่มีมูลค่าสูงสุดนั่นเอง

Evidently, Dupuy has a clear concept in how to develop what we already have for the better. What he truly aspires to be is a district developer, not to invest in new places anymore. He wants to work, share the knowledge, and exchange ideas with the locals so as to drive their businesses forward. The legacy of our heritage is, after all, the most valuable thing.

© All right reserved revivalproject.tcdc.or.th